27 กันยายน 2025

รอยแตกลาย เกิดจากอะไร มีกี่ประเภท พร้อมเคล็ดลับดูแลผิวให้เนียนสวย

ความฝันของผิวที่เนียนนุ่มดุจแพรไหม อาจต้องเผชิญกับความจริงอันน่ากังวล นั่นก็คือ “รอยแตกลาย” หรือที่วงการแพทย์รู้จักกันในชื่อ “Striae” ปรากฏการณ์ทางผิวหนังที่สร้างความไม่มั่นใจให้กับใครหลายคน 

ซึ่งรอยริ้วสีขาวหรือแดงที่พาดผ่านส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา หรือหน้าอก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาด้านความงาม แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวจะรับมือไหว

และบทความนี้จะพาคุณไปสำรวจโลกของรอยแตกลายอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเพิ่มน้ำหนักอย่างฉับพลัน หรือแม้กระทั่งการตั้งครรภ์ ไปจนถึงการจำแนกประเภทของรอยแตกลายที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป เพื่อให้คุณสามารถเลือกวิธีดูแลที่เหมาะสมกับผิวของคุณมากที่สุด


รอยแตกลาย คือ

รอยแตกลาย เกิดจากการที่ผิวหนังยืดตัวเร็วเกินไป ทำให้เกิดการฉีกขาดเล็ก ๆ ที่ผิวหนังชั้นใน ในระยะแรกจะเห็นเป็นเส้นสีแดง ชมพู หรือม่วง ต่อมารอยจะค่อย ๆ จางลงจนกลายเป็นสีขาวหรือสีเงิน เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินมาซ่อมแซมได้เพียงพอ


รอยแตกลาย (Striae) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ โดยแต่ละประเภทจะแสดงลักษณะและสาเหตุที่แตกต่างกันไป

รอยแตกลายแดง | Striae Rubra)

1. รอยแตกลายแดง (Striae Rubra)

รอยแตกลายในระยะแรก หรือที่เรียกว่า striae rubrae จะมีสีแดง ชมพู หรือม่วงอมแดง เนื่องจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่ฉีกขาด ทำให้มีลักษณะเป็นเส้นริ้ว ๆ ที่นูนขึ้นเล็กน้อยและมีอาการคันหรือแสบได้บ้าง รอยแตกลายชนิดนี้จะพบได้บ่อยในช่วงที่ผิวหนังถูกยืดออกอย่างรวดเร็ว เป็นระยะที่สามารถรักษาให้จางลงได้ง่ายที่สุด เพราะยังอยู่ในช่วงที่เซลล์ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเอง

| รอยแตกลายสีแดง เกิดจากอะไร ?

  • การตั้งครรภ์ : ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ขา และสะโพกถูกยืดออกอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารก
  • การเพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว : เมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างกะทันหัน ผิวหนังจะไม่มีเวลาปรับตัวตาม
  • การเจริญเติบโตในช่วงวัยรุ่น : การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ผิวหนังตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หลัง แขน และขา ถูกยืดออก
  • การใช้ยาบางชนิด : การใช้ครีมที่มีสารคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานอาจทำให้คอลลาเจนในผิวหนังลดลง ทำให้ผิวหนังบางและแตกง่าย
  • โรคประจำตัวบางอย่าง: เช่น โรคคุชชิง (Cushing’s syndrome) ซึ่งทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกินไป มีผลต่อการสร้างคอลลาเจน

รอยแตกลายขาว | Striae Alba)

2. รอยแตกลายขาว (Striae Alba)

รอยแตกลายในระยะเรื้อรัง หรือ striae albae คือ รอยแตกลายที่ผ่านพ้นระยะอักเสบมาแล้ว สีของรอยจะจางลงจนกลายเป็นสีขาว เงิน หรือสีเดียวกับผิวหนัง แต่จะเห็นเป็นรอยบุ๋มลึกกว่า และมีผิวสัมผัสที่บางและหย่อนคล้อย

เนื่องจากเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังถูกทำลายและไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เต็มที่ ทำให้รอยแตกลายชนิดนี้ รักษายากกว่ารอยแตกลายสีแดงมาก การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

| รอยแตกลายสีขาว เกิดจากอะไร ?

  • การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว : ในช่วงวัยรุ่นที่ร่างกายมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก ทำให้ผิวหนังยืดตัวไม่ทัน และเกิดรอยแตกได้ง่ายบริเวณต้นขา สะโพก และหน้าอก
  • การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอย่างกะทันหัน : การเพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เช่น การตั้งครรภ์ หรือการออกกำลังกายที่สร้างกล้ามเนื้อในเวลาอันสั้น ทำให้ผิวหนังต้องขยายตัวอย่างมาก และฉีกขาดได้ในที่สุด
  • การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) : การใช้ยาชนิดนี้ในรูปแบบครีม หรือยารับประทานเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวหนังบางลงและขาดความยืดหยุ่น จึงเกิดรอยแตกได้ง่ายขึ้น


รอยแตกลายขาว | Striae Alba)

รอยแตกลายเป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากผิวหนังชั้นในถูกยืดอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินฉีกขาด ซึ่งการฉีกขาดนี้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นถาวรในผิวหนังของเรา ดังนั้น รอยแตกลายจึงไม่สามารถหายไปเองได้โดยธรรมชาติ


ผิวแตกลายเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคน และถึงแม้ว่ารอยเหล่านี้จะไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจได้ การดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดเลือนรอยแตกลายให้ดูจางลง

โลชั่นบำรุงผิว

1. ทาครีมบำรุงผิว

การบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและลดเลือนรอยแตกลาย โดยเฉพาะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นของผิว เช่น เชียบัตเตอร์ โกโก้บัตเตอร์ วิตามินอี Niacinamide หรือกรดไฮยาลูรอนิก เป็นต้น

ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้ อย่างเช่น โลชั่นบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด อย่าง บีไนซ์ ไบรท์ แอนด์ โพรเทค เกรป เอ็กโซ ไบรท์ บอดี้ เซรั่ม สีม่วง ที่มีค่า SPF 50+ PA++++ เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดซึ่งอาจทำให้รอยแตกลายเด่นชัดขึ้นได้

วิธีใช้

ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยนวดเบา ๆ บริเวณที่มีความเสี่ยงจะเกิดรอยแตกลาย เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้ผิวดูดซึมสารบำรุงได้ดียิ่งขึ้น

2. เพิ่มความชุ่มชื้น

เพื่อผิวสุขภาพดี นอกจากการบำรุงจากภายนอกแล้ว การดูแลจากภายในก็สำคัญเช่นกัน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และไม่แห้งง่าย  ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดรอยแตกลาย

นอกจากนี้ การเลือกกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี ก็จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก

ขัดผิว

3. ขัดผิว

การขัดผิวเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดเลือนรอยแตกลายได้ โดยการขัดผิวจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก เผยผิวใหม่ที่ดูกระจ่างใสขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในบริเวณนั้นได้อีกด้วย

4. ควบคุมน้ำหนัก

การควบคุมน้ำหนักเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันการเกิดรอยแตกลาย เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังจะถูกยืดและหดทันที ทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังฉีกขาดและเกิดเป็นรอยแตกลายขึ้น

ฉะนั้น คุณควรพยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ เพื่อให้ผิวมีเวลาปรับตัวอย่างช้า ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแตกลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ หากคุณกำลังวางแผนที่จะลดน้ำหนัก ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอย่าลืมให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ผิวของคุณยังคงความยืดหยุ่น แข็งแรง และเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการแตกลาย หรือหย่อนคล้อยในภายหลังนั่นเอง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

โลชั่นบำรุงผิว

ซื้อเลย

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.