เมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทางผิวหนังชนิดเรื้อรังจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น โรคบางชนิดยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างรุนแรง ถึงขนาดทำให้เกิดภาวะนอนไม่หลับ หรือสูญเสียความมั่นใจได้เลยทีเดียว
ฉะนั้น บทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 5 โรคผิวหนังยอดฮิตในผู้สูงอายุ เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือดูแลคนที่คุณรัก รวมถึงป้องกันผิวตัวเองไม่ให้เสื่อมถอยไปมากกว่าเดิม

ทำไมผู้สูงอายุจึงมีปัญหาผิวหนังมากกว่าวัยอื่น ?
ผิวผู้สูงอายุ มักจะมีความไวต่อปัญหามากกว่าวัยหนุ่มสาว เนื่องจากการทำงานของต่อมไขมันและต่อมเหงื่อลดลง ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดภาวะแห้งได้ง่าย ดังนั้น จึงมักมีอาการแห้ง ลอก เป็นขุย และคัน โดยเฉพาะบริเวณขา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลรักษา อาการผิวแห้งและคันอาจนำไปสู่ภาวะผิวหนังอักเสบ ซึ่งจะมีการแดง ลอก และคันเพิ่มขึ้นอย่างมากนอกจากนี้ การเกาซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดบาดแผลที่ผิวหนัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อตามมาได้
5 โรคผิวหนังผู้สูงอายุที่พบบ่อย
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังของเราจะเริ่มเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ ทั้งความชุ่มชื้นที่ลดลง การผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง รวมถึงความยืดหยุ่นที่หายไป ทำให้ผิวหนังผู้สูงอายุมีความบอบบาง ไวต่อการเกิดปัญหา และโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว การทำความเข้าใจโรคผิวหนังที่พบบ่อยเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดูแลและรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสมทันท่วงที

1. ผิวแห้งและคัน (Xerosis)
เกิดจากต่อมไขมันและต่อมเหงื่อทำงานลดลง ผิวหนังจึงแห้ง ขาดน้ำ ทำให้เกิดขุย และอาการคัน พบมากในบริเวณขา แต่อาจพบที่มือหรือลำตัวได้เช่นกัน หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดเป็นภาวะผิวหนังแห้งและอักเสบ เกิดการแดง ลอก และคันมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเกาจนทำให้เกิดแผลบริเวณผิวหนังซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
ลิสต์แนวทางการป้องกัน :
✅
✅ ใช้น้ำอุ่นแต่ไม่ร้อน
✅ ไม่ขัดถูผิวหนังแรง ๆ
✅ ใช้สบู่ หรือครีมอาบน้ำสำหรับผิวแห้ง
✅ ทา โลชั่นบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว หรือครีมที่มีส่วนผสมของยูเรีย (Urea cream)
✅ หากอากาศแห้งควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้น
✅ หลีกเลี่ยงการเกา เนื่องจากอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อได้

2. ผิวหนังเหี่ยวย่น
ริ้วรอยมักเกิดขึ้นตามวัย เนื่องจากร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังได้น้อยลง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดเร็วขึ้น เช่น การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานหนัก, การถูใบหน้าแรงเป็นประจำ รวมถึงการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผิวเกิดร่องลึกและหย่อนคล้อยในที่สุด
ลิสต์แนวทางการป้องกัน :
✅ หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือใช้ โลชั่นกันแดด ที่มีค่า SPF เพียงพอ เมื่อจำเป็นต้องออกแดด
✅ หลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์หรือลักษณะนิสัยที่ทำให้เกิดรอยย่น เช่น การขมวดคิ้ว การสูบบุหรี่ รวมถึงการถูบริเวณใบหน้าเป็นประจำ
✅ การใช้ครีมเพื่อป้องกันริ้วรอย หรือการฉีดสารประเภทโบทูลินัม ทอกซิน (โบท็อกซ์) เพื่อป้องกันริ้วรอย

3. ผื่นคันจากการแพ้ (Atopic dermatitis)
ผื่นคันมักพบบ่อยในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ภูมิแพ้หรือหอบหืด โดยผื่นเหล่านี้อาจเกิดจากการแพ้ต่อสิ่งกระตุ้นหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นละออง สารเคมี อาหารทะเล สัตว์เลี้ยง อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ยาที่ใช้เป็นประจำ ลักษณะเด่น คือ ผื่นแดงมักขึ้นเป็นปื้นนูนบริเวณข้อพับ และทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง
ลิสต์แนวทางการป้องกัน :
✅ สังเกตและพยายามหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้
✅ หากไม่พบสาเหตุหรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทำการทดสอบและรักษา โดยค่อย ๆ ปรับเพิ่มการสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดการแพ้

4. ผิวหนังเปลี่ยนสี จุดด่างดำในผู้สูงอายุ (Senile lentigo หรือ Age spots)
จุดหรือปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มบนผิวหนังนี้เกิดจากการรวมตัวกันที่ผิดปกติของเม็ดสี (melanin) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เจ้าเม็ดสีนี้มักจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามอายุ และพบบ่อยในบริเวณที่สัมผัสแสงแดด โดยเฉพาะที่ใบหน้า คอ และหลังมือ นอกจากนี้ยังพบได้มากในผู้ที่มีประวัติครอบครัวมีผิวหนังเปลี่ยนสีมาก่อนด้วย
ลิสต์แนวทางการป้องกัน :
✅ หลีกเลี่ยงการสัมผัสลมและแสงแดด เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นโดยตรงของภาวะนี้
✅ หากหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ได้ ควรใช้ โลชั่นกันแดด ที่มีค่า SPF เพียงพอ เมื่อจำเป็นต้องออกแดด

5. แผลและการติดเชื้อ
เนื่องจากผิวหนังของผู้สูงอายุจะบาง เปราะ ฉีกขาดง่าย ทำให้เกิดแผลได้ง่าย ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการติดเชื้อตามมา เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลงตามวัย
ลิสต์แนวทางการป้องกัน :
✅ ระวังกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดแผล
✅ หลีกเลี่ยงการจับ ถูกระแทกผิวหนังแรง ๆ
✅ สวมใส่เสื้อผ้าที่นุ่มปกคลุมผิวหนังเพื่อป้องกันการเกิดแผล
บทสรุป
จะเห็นได้ว่า แนวทางสำคัญในการชะลอความเสื่อมของผิวและป้องกันภาวะแทรกซ้อน คือ การสังเกตสัญญาณเล็ก ๆ น้อย ๆ บนผิวอย่างใส่ใจ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิว และการป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัดเป็นประจำทุกวัน
ซึ่งการดูแลผิวพรรณอย่างถูกวิธีและต่อเนื่องนี้ จะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดีและความสุขอย่างยั่งยืนในทุกช่วงวัย