21 สิงหาคม 2025

ทำความรู้จักกับผิวกาย พร้อมวิธีเช็กว่าผิวของคุณป็นแบบไหนกัน

ในทุก ๆ วัน เรามักจะให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหน้าอย่างพิถีพิถัน ทั้งการทำความสะอาด บำรุง และปกป้องจากแสงแดด จนบางครั้งอาจหลงลืมไปว่า “ผิวกาย” ของเราก็ต้องการการดูแลไม่แพ้กัน เพราะผิวพรรณที่เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น และมีสุขภาพดี ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงการเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและบุคลิกภาพของเราให้เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก

บทความนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับผิวกายของตัวเองให้มากขึ้น ว่าคุณมีสภาพผิวแบบไหน เพื่อให้คุณเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผิวคุณได้อย่างตรงจุด


ผิวกายมีกี่ประเภท

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผิวของคนเรามีหลากหลายประเภท การทำความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้คุณสามารถดูแลผิวได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ผิวมัน | Oily skin

1. ผิวมัน (Oily skin)

ลักษณะผิวมัน : ผิวที่ผลิตน้ำมันหรือซีบัม (sebum) ส่วนเกินออกมามากกว่าปกติ ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวหน้ามีความเงา และอาจทำให้เกิดปัญหาผิวอื่น ๆ ตามมาได้ง่าย เช่น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือรูขุมขนกว้าง

สาเหตุหลักของผิวมัน : สาเหตุหลัก ๆ มาจากกรรมพันธุ์ที่กำหนดให้แต่ละคนมีปริมาณต่อมไขมันและระดับการผลิตน้ำมันที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ฮอร์โมนก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (androgen) ที่กระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น ทำให้วัยรุ่นหรือผู้หญิงช่วงมีประจำเดือนมักประสบปัญหาผิวมันได้บ่อย

วิธีดูแลสำหรับคนผิวมัน : ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน หรือ ‘oil-free’ เพื่อให้ผิวของคุณได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนและสมดุล

ผิวแห้ง | Dry skin

2. ผิวแห้ง (Dry skin)

ลักษณะผิวแห้ง : ผิวที่ผลิตน้ำมัน (ซีบัม) น้อยเกินไป ซึ่งเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ช่วยปกป้องและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว เมื่อมีน้ำมันน้อย ผิวจึงขาดเกราะป้องกัน ทำให้รู้สึกแห้งตึง ไม่สบายผิว และอาจลอกเป็นขุยได้ง่าย

สาเหตุหลักของผิวแห้ง : สาเหตุหลักมาจากการที่ผิวขาดความชุ่มชื้นและน้ำมันตามธรรมชาติ ทำให้ผิวสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำ ผิวจึงรู้สึกแห้งตึง ลอกเป็นขุย และอาจเกิดอาการคันได้ง่ายกว่าปกติ

วิธีดูแลสำหรับคนผิวแห้ง : การดูแลผิวแห้งควรเริ่มต้นด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำหอมที่รุนแรง เพราะสารเหล่านี้จะยิ่งทำให้ผิวแห้งตึงกว่าเดิม จากนั้นควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เข้มข้นทันทีขณะที่ผิวยังหมาดอยู่ เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิวให้ได้มากที่สุด

ผิวผสม | Combination skin

3. ผิวผสม (Combination Skin)

ลักษณะผิวผสม : ผิวผสม คือ การรวมตัวของผิวสองประเภทในคนเดียว โดยส่วนใหญ่จะมีความมันบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง) ซึ่งจะมีรูขุมขนกว้างกว่าปกติและมีแนวโน้มเกิดสิวได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันบริเวณ U-zone (แก้มและรอบดวงตา) กลับแห้งหรือขาดน้ำได้ง่ายกว่า ทำให้เกิดอาการผิวลอกเป็นขุยหรือระคายเคืองได้

สาเหตุหลักของผิวผสม : สาเหตุหลักเกิดจากการผลิตน้ำมันในแต่ละส่วนของใบหน้าไม่สมดุลกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะพบความมันบริเวณ T-zone (หน้าผาก, จมูก, คาง) เนื่องจากต่อมไขมันในบริเวณนี้ทำงานมากกว่าปกติ ในขณะที่บริเวณแก้มและขมับกลับผลิตน้ำมันน้อย ทำให้เกิดความแห้งตึง

วิธีดูแลสำหรับคนผิวผสม : การดูแลผิวประเภทนี้ต้องใช้กลยุทธ์แบบผสมผสาน คือ การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมความมันเฉพาะจุด เช่น โทนเนอร์หรือเซรั่มในโซนมัน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับโซนที่แห้งด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่หนักจนเกินไป

ผิวธรรมดา | Normal skin

4. ผิวธรรมดา (Normal skin)

ลักษณะผิวธรรมดา : รูขุมขนมีขนาดเล็ก ผิวสัมผัสเนียนนุ่ม มีความยืดหยุ่นดี และไม่มีปัญหาสิวหรือความมันส่วนเกิน

วิธีดูแลสำหรับคนผิวปกติ : ผิวประเภทนี้ ไม่มีขั้นตอนการดูแลที่มากนัก จะเน้นแค่รักษาสมดุลของผิวให้คงที่ด้วยการทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน บำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่หนักจนเกินไป และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำทุกวัน


ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ดูยังไง | ซึ่งวิธีดูว่าผิวเราเป็นแบบไหน

หลาย ๆ คนมักมีคำถามว่า ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ดูยังไง ? ซึ่งวิธีดูว่าผิวเราเป็นแบบไหน สามารถเริ่มต้นจากการสังเกตด้วยตาเปล่า และสัมผัสผิวหลังอาบน้ำประมาณ 15-30 นาที

✅ หากคุณรู้สึกว่าผิวตึง แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย หรือมีอาการคัน นั่นคือสัญญาณของ ผิวแห้ง

✅ ในทางกลับกัน หากผิวมีความมันวาว โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง หน้าอก และแขน นั่นบ่งบอกว่าคุณมี ผิวมัน

✅ ส่วนคนที่ผิวมีลักษณะผสมกัน เช่น ผิวแห้งบริเวณขาและแขน แต่ผิวมันบริเวณกลางหลัง แสดงว่าคุณมี ผิวผสม ซึ่งเป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด

✅ และสุดท้าย คือ ผิวธรรมดา เป็นประเภทผิวที่สมดุล ไม่แห้งหรือมันจนเกินไป มีความเนียนนุ่มน่าสัมผัส ถือเป็นผิวในอุดมคติที่ทุกคนปรารถนา


พารากราฟนี้เราจะมาแชร์โลชั่นบำรุงผิว 2 ตัวเด็ด ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วว่าตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ไม่ว่าคุณจะมีผิวแบบไหน โลชั่น 2 ตัวนี้ก็จะช่วยให้คุณมีผิวที่ชุ่มชื้น นุ่มนวล และเปล่งประกายได้อย่างแน่นอน

โลชั่นบำรุงผิวกาย

1. บีไนซ์ ไบรท์ แอนด์ โพรเทค เกรป เอ็กโซ ไบรท์ บอดี้ เซรั่ม (BeNice Bright & Protect Grape Exo Bright Body Serum)

บีไนซ์ ไบรท์ แอนด์ โพรเทค เกรป เอ็กโซ ไบรท์ บอดี้ เซรั่ม คือ โลชั่นบำรุงผิวกายเนื้อเซรั่ม ที่ปกป้องผิวจากแสงแดดด้วยค่า SPF 50+ PA++++  ช่วยปกป้องแสงแดดได้ถึง 7 มิติ ลดการทำร้ายผิวจากรังสี UVA และ UVB เสริมด้วยเทคโนโลยีเอ็กโซไบรท์ที่ตรงเข้าบำรุงฟื้นฟูผิวได้อย่างล้ำลึกและมีประสิทธิภาพ ผสานสารสกัดจากธรรมชาติช่วยให้ผิวหมองคล้ำดูสว่างกระจ่างใสขึ้น ผิวเนียนนุ่ม สุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติภายใน 7 วัน 

**เมื่อใช้เป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน**

🛒 สั่งซื้อ : Link

โลชั่นบำรุงผิวกาย

2. วีไวต์ ไวต์ แอนด์ แอนติ-เอจจิ้ง บอดี้ เซรั่ม (Vivite White & Anti-aging Body Serum)

วีไวต์ ไวต์ แอนด์ แอนติ-เอจจิ้ง บอดี้ เซรั่ม เป็นโลชั่นบำรุงผิวกายเนื้อเซรั่ม ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวหมองคล้ำและลดจุดด่างดำจากแสงแดด ให้ผิวกลับมาเรียบเนียนกระจ่างใส ด้วยคุณค่าจากวิตามินซีเข้มข้นถึง 100 เท่า ผสานเข้ากับ Natural Pro-Peptide ที่ช่วยบำรุงให้ผิวดูเนียนและกระชับขึ้น พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF 50 PA++++ แถมยังปราศจากแอลกอฮอล์ จึงอ่อนโยนต่อผิว ทำให้คุณมั่นใจในผิวที่เนียนนุ่มดูกระจ่างใสสุขภาพดี

**เมื่อใช้เป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน**

🛒 สั่งซื้อ : Link


จะเห็นได้ว่า การรู้จักและยอมรับในความแตกต่างของสภาพผิวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผิวแต่ละประเภทมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้น การเริ่มต้นดูแลผิวอย่างถูกจุดด้วยการทำความเข้าใจผิวของตัวเอง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ผิวสุขภาพดีในระยะยาวนั่นเอง

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.